วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Week 3 : Social Network กับนักเรียนและสังคมไทย

ก่อนอื่นที่เราจะรู้ว่า Social Network กับนักเรียนเป็นอย่างไรเราก็ต้องรู้ที่มาที่ไปก่อน

วันนี้เดี๊ยนจะมาพูดเกี่ยวกับ Social Network กับนักเรียนไทยและสังคมไทย ก่อนหน้านั้นเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Social Network ก่อนนะคะ ว่ามันคืออะไร หรือแม้กระทั่งการได้ประโยชน์อะไรจากมัน ควรจะใช้ในด้านไหน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เชิญชม blog ของเดี๊ยนได้เลยค่ะ ♥

Social Network คืออะไร บทเรียนขั้นพื้นฐาน สู่ความเข้าใจเรื่อง โซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) เพื่อนำไปสู่การทำการตลาดบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือ Social Network Marketing

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ Social Network สำหรับนักการตลาดมือใหม่ ที่คิดจะใช้ช่องทางนี้ในการ Promote สินค้า และบริการ  microBrand ได้เรียบเรียงเนื้อหาสั้นๆ แต่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่คิดจะเริ่มต้น แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นยังไง

Social Network คืออะไร

โซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือ Social Network คือเครือข่ายสังคมออนไลน์  หรือการที่ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตคนหนึ่ง เชื่อมโยงกับเพื่อนอีกนับสิบ รวมไปถึงเพื่อนของเพื่อนอีกนับร้อย  ผ่านผู้ให้บริการด้านโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) บนอินเตอร์เน็ต เช่น Facebook, Blogger, Hi5, Twitter หรือ Tagged เป็นต้น (บางเว็บไซต์ที่กล่าวถึงในตัวอย่าง ปัจจุบันนี้ได้เสื่อมความนิยมแล้ว)  การเชื่อมโยงดังกล่าว ทำให้เกิดเครือข่ายขึ้น เช่น เราสามารถรู้จักเพื่อนของเพื่อนเราได้  เป็นทอดๆ ต่อไปเรื่อย  ทำให้เกิดสังคมเสมือนจริงขึ้นมา  สามารถสร้างคอนเน็คชั่นใหม่ๆ ได้ง่าย  และเมื่อเราแชร์ (Share) ข้อความหรืออะไรก็ตามลงไปในเครือข่าย  ทุกคนในเครือข่ายก็สามารถรับรู้ได้พร้อมกัน  และสามารถตอบสนองต่อสิ่งที่เราแชร์ได้  เช่น  แสดงความคิดเห็น (Comment)  กดไลค์ (Like) ซึ่งอาจจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละผู้ให้บริการ  ความโดดเด่นในเรื่องความง่ายของโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) ทำให้ธุรกิจ และนักการตลาดสนใจที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์สินค้า และบริการ

เล่น Social Network ให้ปลอดภัย “รู้” ไว้เลี่ยงอันตราย

แม้ Social Network จะมีข้อดีต่างๆ อยู่มากมาย

แต่เราก็จะต้องใช้งานอย่างระมัดระวังด้วยเช่นกัน


ทุกวันนี้ วิธีการสื่อสารของเรานั้นดูเหมือนจะไม่ใช้การโทรศัพท์หากันอีกต่อไป แต่กลายเป็นการส่งข้อความผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือที่เรียกว่า Social Network นั่นเอง ซึ่งแนวโน้มความนิยมใช้ Social Network ทำให้เห็นว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นสื่อหลักในการสื่อสารอย่างแน่นอน เรียกว่าเป็น “ยุคของการแพร่หลายทางสังคมออนไลน์ (Social Ubiquity)” ดังจะเห็นจากรายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประเทศไทยปี 2556 ของ ETDA พบว่า มีผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ถึงร้อยละ 93.8 จากจำนวนคนที่ทำการสำรวจ ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่สูงมาก

Social Network มีข้อดีมากมาย โดยเฉพาะในการแสดงออกทางความคิด และกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการรับรู้ข้อมูลจากผู้อื่น ด้านธุรกิจอีคอมเมิร์ซก็เช่นกัน Social Network ทำให้ผู้ขายได้ประชาสัมพันธ์สินค้าง่ายขึ้น ผู้ซื้อก็มีโอกาสเข้าถึงสินค้าได้ง่ายเช่นกัน แต่การที่ผู้ใช้งาน Social Network มีโอกาสเผยแพร่ข้อมูลได้ง่าย รวมทั้งทุกคนสามารถใช้งานได้ ก็ทำให้ข้อมูลใน Social Network อาจจะเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้งมีโอกาสที่จะสูญเสียความเป็นส่วนตัวไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่เสมอไปที่เราจะเจอกับปัญหาต่างๆ ใน Social Network แต่การรู้ทันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้นั้น ก็เป็นการดีที่เราจะได้ป้องกันและระวังภัยต่างๆ ได้ ดังนี้

 

1.   คิดให้รอบคอบก่อนโพสต์ข้อมูลใดๆ เพราะอย่าลืมว่าข้อมูลเหล่านี้จะเปิดเผยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโพสต์ข้อมูลที่สุ่มเสี่ยงก็อาจจะส่งผลร้ายต่อตัวเราเองก็เป็นได้

2.   ใช้ความระมัดระวังในการคลิกลิงก์ต่างๆ ที่มากับการแชร์หรือข้อความ หลีกเลี่ยงลิงก์แปลกปลอม หรือมาจากคนที่ไม่รู้จัก หรือแม้แต่เพื่อนซึ่งใช้ภาษาในการสื่อสารที่ดูแปลกไปจากปกติ เพราะอาจเป็นลิงก์ที่นำไปสู่ไวรัสหรือช่องทางขโมยข้อมูลของเหล่าแฮกเกอร์

3.   พิมพ์ที่อยู่ URL ของเว็บไซด์โซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นๆ โดยตรง โดยบนเบราว์เซอร์ให้หลีกเลี่ยงการเข้าเครือข่ายทางสังคมผ่านทางคลิกลิงก์จากผลแสดงการค้นหา หรือจากอีเมล เพราะอาจเป็น URL ปลอมที่นำเราไปยังเว็บไซต์ปลอม เพื่อหลอกเอาบัญชีผู้ใช้และ Password ได้ เช่น www.facebook.com อาจมี URL หลอกเป็น www.faeebook.com เป็นต้น

4.   คัดกรองคนที่ขอเป็นเพื่อน หรือขอเชื่อมโยงกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ของเรา หลีกเลี่ยงการตอบรับคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เพราะผู้ไม่หวังดีอาจแฝงมากับคนที่ขอเข้ามาเป็นเพื่อนเรา และหากพบคนที่เป็นเพื่อนซึ่งเราไม่รู้จักและน่าสงสัยก็ควรลบออกไป

5.   ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ผู้ให้บริการแต่ละรายจะกำหนดการตั้งค่าส่วนตัวไว้เพื่อไม่ให้ข้อมูล หรือสิ่งที่เราทำ หลุดออกไปยังคนที่ไม่พึงประสงค์ ดังนั้น เราควรตั้งค่าให้เพื่อนเท่านั้นที่เห็นกิจกรรมของเรา และหลีกเลี่ยงการตั้งค่าสิ่งที่เราทำให้เป็นสาธารณะ หรือคนทั่วไปเห็นได้

6.   ไม่แสดงข้อมูลส่วนตัวที่เป็นความลับ เช่น บัตรประจำตัวประชาชน บัตรเครดิตลงในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบข้อความ หรือรูปภาพ เพราะแฮกเกอร์และผู้ไม่หวังดีสามารถแฝงตัวมากับกลุ่มเพื่อนที่เราอนุญาตให้เข้าชมได้

7.   เปิดใช้งาน Do Not Track เพื่อป้องกันการติดตามและการเก็บข้อมูลของผู้ให้บริการ ซึ่งอาจรวมไปถึงผู้ไม่หวังดีที่ลักลอบเข้ามาขโมยข้อมูลด้วย ซึ่งปัจจุบันมีเว็บเบราว์เซอร์ที่เปิดใช้งาน Do Not Track ได้แล้ว เช่น Internet Explorer 10

8.   ใช้วิจารณญาณอย่างสูงในการรับข่าวสาร และอย่าปักใจเชื่อข้อมูลที่เผยแพร่เข้ามาในทันที รวมทั้งการกล่าวอ้างถึงแหล่งที่มาของข้อมูลนั้นๆ เพราะอาจมีการสวมรอย หรือสมอ้างจากผู้ไม่หวังดีเพื่อสร้างข่าว หรือสร้างความเสื่อมเสียต่อแหล่งที่มานั้นได้

9.   ดูแลและควบคุมการใช้งานของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด สอนให้เด็กรู้จักวิเคราะห์ข้อมูล และรู้จักเล่นอย่างถูกวิธี เพราะความรู้ในโซเชียลเน็ตเวิร์กก็มีอยู่มากมาย และปัจจุบันครูอาจารย์ก็ทันสมัยจนแจ้งเรื่องต่างๆ แก่ลูกศิษย์ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Facebook หรือ Twitter กันแล้ว นอกจากนี้ อาจหาเครื่องมือในการควบคุมการใช้งานของบุตรหลายได้ เช่น โปรแกรม Windows Live Family Safety ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ไมโครซอฟต์เปิดให้ใช้งานได้ฟรีๆ นอกจากจะใช้ควบคุมการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมได้แล้ว ยังสามารถกำหนดช่วงเวลาในการใช้คอมพิวเตอร์ และป้องกันการใช้โปรแกรม หรือเล่นเกมที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ได้รับอนุญาตได้อีกด้วย

10.    ตระหนักว่ามันเป็นสังคมเสรี แม้ว่าทุกคนจะมีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็น แต่ทุกคำพูดและการกระทำที่ไม่เหมาะสมก็สามารถเป็นเหตุในการฟ้องร้องได้ และศาลก็อาจจะรับฟังคำร้องด้วย

 

การหลบหลีกภัย Social Network คงไม่ใช่การเลิกใช้งานไปเลย เพราะยังมีประโยชน์ดีๆ อีกมากมายในเครือข่ายสังคมออนไลน์นี้ แต่ถ้ารู้จักใช้อย่างระมัดระวังก็จะช่วยให้เราสามารถสนุกสนานกับสังคมออนไลน์อย่างมั่นใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวทางปฏิบัติเหล่านี้ก็อาจมีขั้นตอนที่แตกต่างกันไปตามแต่ละ Social Network ที่เราสามารถศึกษาได้จากคำแนะนำบนเว็บไซต์เหล่านั้น

ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ค่ะ ♥ สำหรับเดี๊ยนแล้วนะคะ โซเชียล (ขออนุญาตใช้คำนี้ค่ะ) กับนักเรียนไทย ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ นักเรียนไทยเดี๋ยวนี้ก็มีทั้งที่ใช้งานถูก และ ใช้งานผิด แต่ยังไงเดี๊ยนก็ขอสนับสนุนให้ใช้ โซเชียล ค่ะ เพราะมีประโยชน์มากกว่าโทษหากใช้ถูกเวลา ถูกวิธี ส่วนกับสังคมไทย นั้น เดีียนไม่ค่อยได้ไปคลุกคลีกับสังคมวงกว้างสักเท่าไร เพราะฉะนั้นเดี๊ยนจะพูดถึงแค่ในชุมชนของเดี๊ยน ชุมชนของเดี๊ยนทุกคนต่างใช้งานได้อย่างถูกวิธี ใช้เพื่อการข่าว การสื่อสาร เดี๊ยนขอบคุณมากๆค่ะ ♥

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Week 2 : แพรี่พาย(Pearypie) ทีนเมกอัพ อาร์ทิสต์ แต่งหน้ารันเวย์ระดับโลก

ส่วนตัวแล้วเดี๊ยนเป็นคนชอบแต่งหน้าค่ะ ซึ่งในวงการแต่งหน้าทุกคนก็ต้องมีคนที่เป็นไอดอล หรือ แรงบันดาลใจผลักดันให้ตัวเองแต่งหน้าสวยขึ้น / ดัง หรือ แม้กระทั่งหน้าที่การงานต่างๆ ส่วนตัวเดี๊ยนอยากเป็น แอร์ เพราะฉะนั้นการแต่งหน้าจึงสำคัญกับอาชีพของเดี๊ยนเป็นอย่างมาก ส่วนตัวจึงสนใจเกี่ยวกับการแต่งหน้ามากๆๆ และไอดอลการแต่งหน้าของเดี๊ยน ก็คือ แพรี่พาย ต่อไปเรามาดูกันเลยว่า เขาเป็นใครอะไรยังไง ?

แพร-อมตา จิตตะเสนีย์ เพื่อนๆคงจะสงสัยกันว่าเธอคือใคร ทำอะไร? ขอบอกบอกว่าสาวน้อยหน้าตาสไตล์ลูกครึ่งคนนี้เธอเป็นคลื่นลูกใหม่ในแวดวงบิวตี้ของเมืองไทยเชียวนะ นอกจากนี้มีดีกรีความเก่งการันตีความสามารถในการแต่งแต้มสีสันบนใบหน้าด้วยการเป็น??เมกอัพ อาร์ทิสต์? รันเวย์ระดับโลก!!?แพรี่พาย(Pearypie) ทีนเมกอัพ อาร์ทิสต์ แต่งหน้ารันเวย์ระดับโลก
แพรี่พาย(Pearypie) ทีนเมกอัพ อาร์ทิสต์ แต่งหน้ารันเวย์ระดับโลก

แพรี่พาย(Pearypie) ทีนเมกอัพ อาร์ทิสต์ แต่งหน้ารันเวย์ระดับโลก

แพร อมตา จิตตะเสนีย์?หรือ แพรี่พาย (Pearypie) ชื่อที่แฟนคลับของเธอรู้จักดี แพรเปิดแฟนเพจในโลกออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ที่นั่นเต็มไปด้วยการแนะนำเรื่องความสวยความงาม การแต่งหน้าแบบฮาวทูในสไตล์ต่างๆ ไปจนถึงคำพูดหรือคติที่เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากวันนั้นถึงวันนี้ในเวลาปีกว่า มีคนคอยติดตามแฟนเพจของเธอกว่า 6 แสนคน!!!??ก่อนที่เราจะไปดูความสวยงามที่เธอแต่งแต้มกันนั้น เรามารู้จัก!! เธอคนนี้กันหน่อยดีกว่า ^^
แพรี่พาย(Pearypie) ทีนเมกอัพ อาร์ทิสต์ แต่งหน้ารันเวย์ระดับโลก
แพรี่พาย(Pearypie) ทีนเมกอัพ อาร์ทิสต์ แต่งหน้ารันเวย์ระดับโลก

ชื่อ-นามสกุล 😕อมตา จิตตะเสนีย์
ชื่อเล่น?: แพร?
ชื่อที่เรียกกันในวงการ :?แพรี่พาย (Pearypie)
วันเกิด?: 13 มกราคม 1988
การศึกษา
แพรี่พาย (Pearypie)?เรียนมัธยมที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย จากนั้นไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 15 ปี ที่ St. Mary’s School Cambridge ก่อนจะเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่ University of Arts, London, Central Saint Martins คณะออกแบบการแสดง (Performance Design and Practice) และเพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาโทสาขา Global Management ที่ Regent’s Business School
แพรี่พาย(Pearypie) ทีนเมกอัพ อาร์ทิสต์ แต่งหน้ารันเวย์ระดับโลก
แพรี่พาย(Pearypie) ทีนเมกอัพ อาร์ทิสต์ แต่งหน้ารันเวย์ระดับโลก
แรงบันดาลใจ ของ แพรี่พาย (Pearypie)??
แพรเป็นสาวกิจกรรมตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่ให้เรียน-ทำกิจกรรมหลายอย่าง เช่น รำไทย เต้นบัลเล่ต์ ทำขนมไทย-ฝรั่ง ทำให้สาวคนนี้มีความสามารถหลากหลายด้าน และจากเด็กสาวธรรมดาที่ไม่ได้สนใจเรื่องความสวยความงามแต่ พออายุได้ 17 ปี เธอก็ได้ลองจับเครื่องสำอางอย่างอายไลเนอร์ มาสคาร่า และเริ่มหลงใหลในเส้นสายและสีสันที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้านับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
?แพรชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว พอมาชอบแต่งหน้า ก็เคยอยากเรียนด้าน Cosmetic Science แต่เราก็ชอบศิลปะมากกว่าอยู่ดี สามารถนั่งฝังตัวเองกับงานศิลปะได้นานๆ และเมื่อก่อนชอบพวกงานกราฟิก จึงเลือกเรียนสาขาออกแบบการแสดง เพราะสาขานี้เราได้ทำตั้งหลายอย่าง ทั้ง Illustration ออกแบบมูฟเมนต์ในการแสดง ดีไซน์เสื้อผ้า และออกแบบเวที มันเป็นงานศิลปะหมดเลย
ถึงจะไม่เกี่ยวกับการแต่งหน้า แต่ด้วยความที่ชอบแต่งหน้าตัวเองเป็นทุนเดิม ชอบดูวิดีโอสอนแต่งหน้าในยูทูป หรือเวลามีแฟชั่นวีค แพรชอบนั่งดูสไตล์การแต่งหน้าของรันเวย์ต่างๆ พอเรียนการแสดง เราก็พยายามเอาการแต่งหน้าเข้าไปพรีเซนต์ในการแสดงด้วย อย่างเช่น ใช้การแต่งหน้าหลายๆแบบในการแสดง หรือแต่งหน้าให้เป็นสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็กต์นิดๆ หน่อยๆ?
แพรี่พาย(Pearypie) ทีนเมกอัพ อาร์ทิสต์ แต่งหน้ารันเวย์ระดับโลก
แพรี่พาย(Pearypie) ทีนเมกอัพ อาร์ทิสต์ แต่งหน้ารันเวย์ระดับโลก
จุดเริ่มต้นเป็นไอดอล แพรี่พาย (Pearypie)?ได้อย่างไร?
แพรเริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจจากสาวๆ ชาวเน็ตจากการแบ่งปันไอเดียและเทคนิคการแต่งหน้าในสไตล์ต่างๆ จากเว็บไซต์ความสวยความงาม และมาต่อยอดด้วยการเปิดแฟนเพจเป็นของตัวเอง ซึ่งเธอมองว่าแฟนเพจของเธอไม่ได้เป็นการแนะนำแบรนด์เครื่องสำอางออกใหม่ เพราะเธอไม่เคยรับสินค้าจากแบรนด์ใดๆ เพื่อมาช่วยโปรโมต แต่แฟนเพจถือเป็นการแชร์ความรู้และเทคนิคการแต่งหน้าที่เธอมีมากกว่า
?จริงๆ แล้วแพรเพิ่งเริ่มการแต่งหน้าได้ไม่นาน อย่างในเฟซบุ๊กแฟนๆ ที่ติดตามอาจจะเห็นว่าแพรเป็นเมกอัพกูรู แต่แพรคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินรุ่นใหม่ ที่อยู่ในช่วงฝึกฝนและเก็บพอร์ตโฟลิโอมากกว่านะ แฟนๆ ในเฟซบุ๊กชอบมาปรึกษาอย่าง รองพื้นยี่ห้ออะไรดี? ซึ่งจริงๆ แพรไม่ค่อยรู้หรอก เพราะไม่ได้มีคนส่งเครื่องสำอางมาให้ลองใช้ แพรจะแค่บอกว่าแพรชอบเครื่องสำอางตัวไหนบ้าง ใช้ตัวไหนอยู่ หรือฮาวทูการแต่งหน้าแบบต่างๆ เป็นการแชร์ข้อมูลกันแบบตามใจตัวเองมากกว่าค่ะ ส่วนของที่แพรใช้ก็มีตั้งแต่แบรนด์ไฮเอนด์จนถึงเครื่องสำอางดรักสโตร์ ไม่เน้นของแพงตลอดอยู่แล้ว
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ไม่น่าเชื่อว่ามีคนให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนแฟนๆ ของเธอเรียกร้องให้จัดกิจกรรมพบปะกันในช่วงที่เธอกลับมาซัมเมอร์ที่เมืองไทย
?เราก็คิดว่าไหนๆ ก็จะเจอกันแล้วแพรเลยจัดเป็น แพรี่พายเวิร์กช็อปครั้งแรกขึ้นมา เป็นเวิร์กช็อปการสอนแต่งหน้าโดยมีโจทย์แต่งหน้าให้คนที่อยากจะมา แพรตื่นเต้นมากว่าจะมีคนมาไหม พอวันจริงก็มีแฟนๆ มา 15 คน และกลายเป็นเพื่อนรักกันจนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ และก่อนปีใหม่ที่ผ่านมา แพรจัดงานอีกรอบ วันนั้นก็มีเพื่อนๆ มา 80 คนค่ะ?
ความฝันของ?ทีนเมกอัพ อาร์ทิสต์?แพรี่พาย (Pearypie)?
เวลาอยู่เมืองไทย แพรอาจจะดูเป็นลูกคุณหนู มีคนรู้จักเยอะ แต่ที่อังกฤษ แพรก็คือคนธรรมดาที่เริ่มจากศูนย์จริงๆ ที่ทำเฟซบุ๊ก แพรก็เริ่มจากศูนย์ แพรไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่มาช่วย เราอยากทำด้วยตัวเอง อยากให้คนอื่นเห็นความสามารถของเราจริงๆ อยู่ที่โน่นไลฟ์สไตล์ก็จะลุยๆ ทำอะไรเองทุกอย่าง เพื่อนๆ ที่โน่นที่เป็นเมกอัพอาร์ทิสต์เหมือนกัน เขาจะไม่ได้รู้แบ็กกราวด์ที่บ้านเราว่าเป็นยังไง เราก็พยายามให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นศิลปินคนหนึ่งที่กำลังฝึกฝนและมุ่งมั่น?
?แพรอยากมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้ช่วยเมกอัพอาร์ทิสต์ในงานลอนดอนแฟชั่นวีก ซึ่งตอนนี้แพรกำลังพยายามผลักดันตัวเองให้เป็นผู้ช่วยเมกอัพอาร์ทิสต์ดังๆ ของที่โน่นอยู่ค่ะ เราจะได้เข้าไปช่วยล้างพู่กัน ยกของ เพื่อที่จะได้ประสบการณ์ การทำงานที่เราไม่เคยได้เห็น ที่เป็นโลกของแฟชั่นจริงๆ เมกอัพอาร์ทิสต์ดังๆ ก็ต้องเคยทำงานหนักอย่างนี้มาก่อน บางคนก็เริ่มจากเป็นนักเรียนศิลปะ หรือเป็นช่างผมมาก่อน
แพรได้รู้จักกับเมกอัพอาร์ทิสต์ชาวอังกฤษท่านหนึ่งที่ทำเมกอัพให้แฟชั่นโชว์ เวลาเขามีงานอะไรแพรก็พยายามจะเข้าไปช่วยตลอด ทำให้เขาเห็นว่าเรามีความสามารถและพยายามพัฒนาตัวเอง หลังจากที่ได้เจอเขามา 2-3 รอบ เขาก็บอกว่าเรามีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาก เขาแนะนำให้มองโลกกว้างๆ เพื่อจะได้เอามาใช้และทำให้การแต่งหน้าของเรามีเอกลักษณ์ ซึ่งในการแต่งหน้านั้น เราสามารถเพิ่มลูกเล่นได้หลายอย่าง ที่จะทำให้ดูโดดเด่นกว่าของคนอื่น?
ส่วนอีกหนึ่งเป้าหมาย ที่เธอบอกว่าเป็นความฝันอีกยาวไกล และต้องสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ที่แน่นพอ ในการเปิดโรงเรียนสอนแต่งหน้า และมีแบรนด์เครื่องสำอางของตัวเอง?ทุกวันนี้ แพรี่พาย(Pearypie)?มองตัวเองว่าเป็นศิลปิน ที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เพราะเธอบอกว่า การแต่งหน้าก็เหมือนการวาดรูปโดยที่มีใบหน้าของคนเป็นเหมือนผืนผ้าใบที่เธออยากจะแต่งแต้มสีสันให้ออกมาในรูปแบบต่างๆ กันอย่างไม่มีขีดจำกัด
แพรี่พาย(Pearypie)ทำตามความฝันสำเร็จไปข้อหนึ่งแล้ว นั่นคือ การได้เข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานโชว์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของประเทศอังกฤษ อย่างลอนดอน แฟชั่น วีก โดยแพรได้รับบทผู้ช่วยเมกอัพอาร์ทิสต์ ผู้ช่วยรังสรรค์ความสวยงามให้บรรดานายแบบ นางแบบ ของแฟชั่นโชว์มากถึง 12 โชว์เลยทีเดียว ติดตามผลงานของเธอได้ที่
Facebook :: www.facebook.com/pearypiemakeupartist
Instagram :: @pearypie
Twitter :: @pearypie
website :: www.pearypie.com

ขอบคุณค่ะที่อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าหากมีคำติชมก็สามารถคอมเม้นท์ได้เหมือนเดิมเลยนะคะ ♥ เดี๊ยนรักทุกคนค่ะ
ที่มา : จิ้มตรงนี้

Week 1 : เทคโนโลยีกับชีวิตประจำวันของนักเรียน

เทคโนโลยีกับชีวิตประจำวันของนักเรียน

ในวันนี้เดี๊ยนจะกล่าวถึงการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีในชัวิตประจำวันกันก่อนนะคะ การใช้ประโยชน์นั้นก็แบ่งได้หลายด้านวันนี้ก็จะพูดถึงคอมพิวเตอร์เป็นหลักๆ ว่าทำงานยังไง ทำงานที่ไหน แล้วจะใช้ประโยชน์อะไรจากมันได้ สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกับเทคโนโลยีอื่นได้อย่างไรบ้าง และยังพูดถึง เทคโนโลยีสารสนเทศอีกด้วย เพราะฉะนั้นเดี๊ยนหวังว่าทุกคนจะได้รับความรู้ไปจากบทความนี้ไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ บทความได้มีการอ้างอิงจากเว็บต่างๆ หากผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ เดี๊ยนรักทู๊กคนนนนนนนนนนนนนนนน

การใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน

คอมพิวเตอร์ถือว่าเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ทุกบ้านต้องมีไว้อำนวยความสะดวกก็ว่าได้ ด้วยในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้มีขนาดเล็กลง และ ราคาก็ไม่แพงนัก คนทั่วไปสามารถซื้อหามาใช้ได้เหมือนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยทั่วไป ในหน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและเอกชน ก็มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในหน่วยงานขึ้น และมีแนวโน้มที่จะมีการใช้สูงขึ้น การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ใชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น เพราะคอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้รวดเร็ว คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ตลอดเวลา คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ถ้ามีการกำหนดโปรแกรมทำงานที่ถูกต้อง คอมพิวเตอร์สามารถทำงานแบบคนได้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย ในงานที่มีความเสี่ยงสูงในโรงงานอุตสาหกรรมได้ คอมพิวเตอร์ได้เข้าไปมีบทบาทในทุกส่วน ในสถานศึกษา ปัจจุบันตามสถานศึกษาต่างๆ ได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนอย่างมากมาย รวมทั้งใช้คอมพิวเตอร์ในงานบริหารของโรงเรียน ในงานวิศวกรรม คอมพิวเตอร์สามารถจะทำงานในด้านวิศวกรรมได้ตั้งแต่ขั้นตอนการลอกเขียนแบบ จนกระทั่งถึงการออกแบบโครงสร้างของสถาปัตยกรรมต่างๆ คอมพิวเตอร์สามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่น เครื่องมือวิเคราะห์สารเคมี เครื่องมือการทดลองต่างๆ แม้กระทั่งการเดินทางของยานอวกาศต่างๆ คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากมาย มีความรวดเร็ว และถูกต้อง ทำให้สามารถได้ข้อมูลที่ช่วยให้สามารถตัดสินใจในการ ดำเนินธุรกิจ คอมพิวเตอร์ได้ถูกนำมาใช้ในการเก็บประวัติของคนไข้ ควบคุมการรับ และจ่ายยา ตลอดจนยังอยู่ในอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ ในวงราชการคอมพิวเตอร์ถูกนำมาใช้ในงานทะเบียนราษฎร์ ช่วยในการนับคะแนนการเลือกตั้ง

การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจำวัน

โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธ ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ(Information Technology)หรือที่เรียกว่าITได้ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นการสื่อสารข้อมูลเป็นไปด้วย ความรวดเร็วและเชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึงและกว้างขวาง(Globalization) เทคโนโลยีทางด้านการสื่อสาร(Communication)และคอมพิวเตอร์(Computer) ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อแลกเปลี่ยนสารสนเทศ (Information) ที่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดเครือข่ายข้อมูลครอบคลุมทั่วโลกหรือWWW(Worldwide Web)ที่เราเห็นได้จากการใช้งานในระบบอินเตอร์เน็ต(Internet)ซึ่งได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ประจำวันไปแล้วและกำลังขยายปริมาณจำนวนผู้ใช้มากขึ้นๆ
ในทุกวันมีการ
ใช้Internetในการสืบค้นข้อมูลความรู้ทั่วไปการติดต่อ สื่อสารในรูปแบบต่างๆ เช่นการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail), การพูดคุย (Chat)หรือ การใช้ Video conference เป็นต้น การทำธุรกิจการค้า(e-commerce)การใช้เพื่อการบันเทิงต่างๆ เป็นการดูหนัง,ฟังเพลง,การอ่านนิตยสารอิเล็กทรอนิกส์(e-Magazine) รวมทั้งe-Bookที่อาจมาแทนที่กระดาษโนอนาคตอันใกล้ ในปัจจุบันนี้ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอาจส่งผลกระทบได้ทั้งทางบวกและทางลบ กล่าวคือ ผลกระทบทางบวกนั้นได้แก่ ในด้านการดำเนินชีวิตประจำวันนั้นเทคโนโลยีช่วยส่งเสริมความสะดวกสบายของมนุษย์ช่วยทำให้ความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้น ช่วยส่งเสริมให้มีประสิทธิภาพในการทำงาน ทำให้มนุษย์มีเวลาว่างเพื่อใช้ในในทางที่เกิดประโยชน์มากขึ้น มีเครื่องมือสื่อสาร โทรคมนาคมที่ทันสมัยใหม่ ให้ติดต่อกันได้สะดวกรวดเร็ว และยังมีเครื่องอำนวยความสะดวกอีกหลายๆ อย่าง แม้แต่ในภาคหน่วยงานราชการก็ยังมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ เช่น สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองได้นำยุทธศาสตร์ e-Government มาใช้ในการเก็บข้อมูลทะเบียนราษฎร์หกสิบหกล้านระเบียน, บันทึกทะเบียนเกิด ทะเบียนแต่งงาน ทะเบียนหย่า ทะเบียนปืน, บันทึก ตรวจสอบการย้ายเข้า-ออก การเปลี่ยนชื่อ-สกุล, อำนวยความสะดวกในการจัดทำบัตรประชาชน กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ได้ใช้เทคโนโลยีในการบันทึกราคาสินค้าในจังหวัดต่าง ๆ เป็นประจำ, ส่งข้อมูลราคาสินค้าจากจังหวัดเข้าสู่กรมฯ, คำนวณสถิติราคาสินค้าและดัชนีค่าครองชีพ, จัดทำฐานข้อมูลราคาสินค้าต่าง ๆ หรือแม้แต่ในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาก็ยังนำเทคโนโลยีมาใช้ในการลงทะเบียนวิชาเรียนและเก็บค่าหน่วยกิต, ตรวจข้อสอบและคิดระดับคะแนน, บันทึกข้อมูลและจัดทำฐานข้อมูลนักศึกษา, บันทึกข้อมูลหนังสือ และ การยืมคืน, จัดทำบัญชี และ รายงานเกี่ยวกับการศึกษา ส่วนโรงพยาบาลได้นำมาใช้ในการบันทึกและค้นหาเวชระเบียนผู้ป่วย, จัดทำฐานข้อมูลยาและเวชภัณฑ์, คิดเงินค่ายาและจัดทำบัญชีต่าง ๆ , จัดทำสถิติผู้ป่วยและพิมพ์รายงานส่งกระทรวง, ใช้อุปกรณ์การแพทย์ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ในภาคธุรกิจก็นำมาใช้เช่นเดียวกัน ได้แก่ ธนาคารมีการใช้ระบบฝากถอนเงินทุกประเภท ระบบ ATM, ระบบตรวจสอบสินเชื่อ, OFFICE BANKING & HOME BANKING งานค้าปลีกมีการใช้ระบบซื้อสินค้ามาขาย, ระบบสินค้าคงคลังและการจัดทำรหัสแท่ง(Bar Code), ระบบเก็บเงินลูกค้า, ระบบบัญชี, ระบบบัตรเครดิต โรงแรมนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจองห้องพักแบบต่าง ๆ, การลงทะเบียนเข้าพัก, การคิดเงินค่าห้องพักและบริการต่าง ๆ , การจัดทำบัญชีต่าง ๆ , การให้บริการสื่อสารและอินเทอร์เน็ต ในภาคอุตสาหกรรมมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วยระบบ Computer Aided Design, ตรวจสอบแบบผลิตภัณฑ์โดยอัตโนมัติ, จัดทำโปรแกรมควบคุมเครื่องจักรการผลิต, บันทึกระบบวัตถุดิบและสินค้าคงคลัง, ระบบ Computer Integrated Manufacturing เป็นต้น อย่างไรก็ตามการนำเทคโนโลยีมาใช้ก็อาจส่งผลกระทบทางลบได้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ เทคโนโลยีสามารถนำมาใช้ในการอาชญากรรมได้ โจรผู้ร้ายใช้เทคโนโลยีในการวางแผนปล้น ลักลอบข้อมมูล ฯลฯ , การใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสาร โดยไม่ต้องเห็นตัว ทำให้ความสัมพันธ์กับผู้อื่นลดน้อยเสื่อมถอยลง, ส่งผลกระทบทางด้านจิตใจของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่มีความวิตกกังวลว่าอาจจะต้องตกงานเพราะโรงงานส่วนมากจะใช้เครื่องจักรแทนคนงานมากขึ้น ซึ่งความคิดเหล่านี้จะเกิดกับคนบางกลุ่มเท่านั้น, เกิดการพัฒนาอาวุธมากขึ้นสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้สร้างเป็นอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูง ทำเสี่ยงต่อการเกิดสงคราม ฯลฯ เป็นต้น
ดังนั้นจะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นเป็นสิ่งที่ยังคงเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับการดำรงชีวิตของมนุษย์ตราบใดที่เรายังต้องพึ่งเทคโนโลยีอยู่ แต่ผลกระทบต่อมนุษย์ที่จะเกิดแก่มนุษย์นั้นจะร้าย ดี มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับมนุษย์ซึ่งเป็นผู้ประดิษฐ์ คิด ทำ และนำเทคโนโลยีสารสารเทศมาใช้นั่นเอง

ขอบคุณนะคะที่ติดตามชมบทความของเดี๊ยน คนที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็ขอขอบคุณมากๆๆๆๆๆเลยค่ะ เพราะงั้นอ่านต่ออีกสักนิดนะคะ ถ้าเกิดบทความนี้ทำให้ท่านใดไม่พึงพอใจ หรือยังไม่ดีพอ ก็สามารถคอมเม้นท์บอกได้เลยนะคะว่าต้องการให้เดี๊ยนปรับตัวยังไง ก็ยังไงก็ฝากด้วยนะคะบทความแรกค่ะ ♥ ขอบคุณมากค่ะ

ที่มา :

การใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน